กลับไปบทความทั้งหมด

The Warmth Journal

เลิกยาเสพติดด้วยใจ

ตรวจทานทางการแพทย์โดย ดร.นพ. กนก อุตวิชัย
เลิกยาเสพติดด้วยใจ

บทความนี้อธิบายเรื่องเลิกยาเสพติดด้วยใจ พร้อมประเด็นสำคัญที่ควรรู้ สัญญาณที่ควรสังเกต และแนวทางขอความช่วยเหลือเมื่อการใช้สารเสพติดหรือปัญหาสุขภาพใจเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน

การตัดสินใจเลิกยาเสพติดเป็นเรื่องที่ดี แต่หลายครั้งที่เรามักจะได้ยินคำว่า “ยาเสพติดเลิกได้ไม่อยาก ทุกอย่างอยู่ที่ใจ” วลีนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การหักดิบเลิกยาเสพติดเป็นเรื่องง่าย แท้จริงแล้วการจะเลิกยาเสพติดได้อย่างยั่งยืนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลายผสมผสานกันได้แก่องค์ประกอบด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดยาเสพติดโดยเฉพาะ มีประสบการณ์ในการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมากกว่า 18 ปี ได้ให้แสดงทรรศนะในเรื่องนี้ ดังนี้:

เหตุใดบางคนลองใช้ยาเสพติดไม่กี่ครั้งก็มีอาการเสพติด

มีองค์ประกอบบางประการ ที่ทำให้บางคนมีภาวะเสพติดได้ง่ายกว่า หรือเกิดอาการมึนเมาได้ง่ายกว่า

ยีนหรือพันธุกรรม

งานวิจัยจากต่างประเทศหลายชิ้นอธิบายว่า ยีนหรือพันธุกรรม มีส่วนทำให้บางคนเกิดอาการมึนเมาหรือติดยาเสพติดได้ง่ายกว่า เนื่องจากยีนของแต่ละคนจะไวต่อการรับสารเสพติดในระดับที่แตกต่างกัน

สมมติว่าคน ๆ หนึ่งมียีนที่ผิดปกติตัวนี้อยู่ เมื่อเขาได้รับนิโคติน (Nicotine) เข้ามาในร่างกายสัก 2-3 ครั้ง สารเสพติดจะไปกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเคมีในสมอง ที่เรียกว่าสารแห่งความสุขหรือโดพามีน (Dopamine) ออกมามากกว่าคนปกติทั่วไปในการได้รับสารในปริมาณ 2-3 ครั้งที่เท่ากัน เพราะฉะนั้น สาเหตุที่บางคนรู้สึกมึนเมาง่าย หรือติดยาเสพติดง่ายกว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรื่องของพันธุกรรมด้วย

การออกฤทธิ์ของสารเสพติด

นอกเหนือจากเรื่องของพันธุกรรม ก็จะเป็นเรื่องของฤทธิ์ของตัวยาเสพติดเอง กล่าวคือ สารเสพติดบางประเภทจะมีระดับการกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีนออกมาในปริมาณที่มากและนานกว่าปกติทั่วไป เช่นสารเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) เช่น ฝิ่น และเฮโรอีน ซึ่งสารเสพติดกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ค่อนข้างนาน และผู้เสพจะมีโอกาสติดได้ง่าย อีกจำพวกหนึ่งก็คือสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีน (Amphetamine) ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งสารโดพามีนได้เร็วเช่นกัน แต่ก็จะหมดไปเร็ว ดังนั้นระดับการเสพติดก็อาจจะไม่หนักมากหากเทียบกับสารเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ อันได้แก่ ฝิ่น และเฮโรอีน

ปริมาณและความถี่ในการใช้ยาเสพติด

สารเสพติดอีกประเภทคือ คือนิโคติน (Nicotine) ซึ่งถึงแม้ว่าระดับการออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งโดพามีนจะไม่มากเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับแอมแฟตามีน เช่น ยาบ้า ยาไอซ์ แต่ปรากฎว่า รูปแบบในการใช้นิโคตินของคนที่ติดแล้ว คือการใช้บ่อย ๆ เป็นประจำ กล่าวคือ ไม่ได้สูดครั้งเดียวแล้วจบ เพราะบุหรี่มวนหนึ่งสามารถสูดได้หลายครั้ง และวันหนึ่งอาจจะสูบหลายมวน เพราะฉะนั้น โอกาสในการที่จะติดก็มีสูงขึ้นตามปริมาณและความถี่ในการใช้

วิธีการใช้ยาเสพติด

รูปแบบหรือวิธีการในการใช้ยาเสพติดก็เป็นปัจจัยหนึ่ง เช่นหากผู้เสพใช้ยาเสพติดในช่องทางที่สารเสพติดจะสามารถถูกดูดซึมเข้าร่างกายไปสู่สมองได้เร็ว ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการนัสเข้าไปในโพรงจมูก การฉีด หรือว่าการเหน็บก้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะมีโอกาสที่จะทำให้ตัวยาหรือสารเสพติดนั้นถูกดูดซึมและเข้าไปในกระแสเลือดได้เร็ว ซึ่งก็จะทำให้มีโอกาสได้ติดง่ายกว่า

กลุ่มผู้เสพที่ใช้รูปแบบวิธีการกินนั้น จะมีโอกาสติดจะน้อยกว่า (หากคำนึงถึงปัจจัยวิธีการใช้ยาเสพติดเพียงอย่างเดียว) เช่นในอดีต ผู้เสพยาบ้า มักจะเสพยาโดยใช้รูปแบบวิธีการกิน ซึ่งโอกาสที่จะติดในช่วงแรก ๆ อาจจะมีน้อยเพราะกว่าการฉีด เพราะปริมาณสารเสพติดที่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายจะมีปริมาณน้อยกว่า เนื่องจากไปเจอน้ำย่อยต่าง ๆ ในร่างกายที่รบกวนกระบวนการดูดซึม

โรคจิตเวชร่วม

กลุ่มที่มีปัญหาในเรื่องของสภาวะจิตใจก๋เป็นกลุ่มที่เปราะบางกว่า กล่าวคือถ้ากลุ่มที่มีปัญหาในโรคทางจิตเวชร่วมมาก่อน เช่นมีอาการของโรคซึมเศร้าและใช้ยาเสพติดในการแก้ปัญหา เช่นใช้สุรา กรณีเช่นนี้การดื่มหนักสัก 4-5 ครั้ง ก็อาจจะมีโอกาสติดง่ายขึ้นเป็นต้น

สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ส่วนประเด็นในเรื่องของสังคม เช่น ในชุมชนรอบ ๆ มีเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายไหม มีการค้าขายยาเสพติดหรือไม่ มีกลุ่มเพื่อนคอยกระตุ้นชักชวนให้เสพยา (Peer pressure) อยู่เรื่อย ๆ ไหม ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ก็สร้างโอกาสในการเสพติดให้สูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการจะตอบคำถามว่าทำไมบางคนถึงใช้ยาเสพติดไม่กี่ครั้งก็ติด คำตอบคือปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น กล่าวคือ มีองค์ประกอบทั้ง พันธุกรรม สภาวะโรคจิตเวชร่วม และสังคม (Bio-Psycho-Social) ทั้งสามด้านนี้

โมเดล Bio-Psycho-Social — 3 มิติแห่งการฟื้นฟู

Bio (ร่างกาย)

พันธุกรรม ฤทธิ์ยา อาการถอนพิษ และความต้องการทางกายภาพ

Psycho (จิตใจ)

โรคจิตเวชร่วม บาดแผลทางจิตใจ รูปแบบความคิด และแรงจูงใจ

Social (สังคม)

สิ่งแวดล้อม เพื่อน ครอบครัว และโครงสร้างสังคมรอบตัว

แรงจูงใจหรือพลังใจเพียงพอหรือไม่

กระบวนการบำบัดจะเกิดผลช้าหรือเร็ว ผู้เข้ารับการบำบัดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือเรื่องของแรงจูงใจ แรงจูงใจของผู้เข้ารับการบำบัดที่ต้องการจะเลิกยาเสพติดเป็นสิ่งสำคัญมาก

ก้าวแรกเพียงแค่เขายอมรับว่าตัวเองมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ ก็ถือว่าได้เริ่มต้นเปิดใจนำไปสู่ก้าวแรกของการเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว และขั้นตอนต่อมา เขาอาจเกิดการลังเลใจว่าจะเข้ารับการบำบัดดีหรือไม่ และสุดท้ายเมื่อขยับไปถึงขั้นของการตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลิกยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ตรงจุดนี้ หากเราใส่กระบวนการบำบัดเข้าไป เขาจะเปิดใจและมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำรงชีวิตต่อไปโดยปราศจากยาเสพติดได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแรงจูงใจหรือพลังใจก็เป็นจุดสำคัญ ที่จะทำให้กระบวนการบำบัดเกิดประสิทธิผล

อย่างไรก็ดี องค์ประกอบทางพลังใจนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง เพราะกระบวนการเลิกยาเสพติดอย่างยั่งยืนต้องประกอบด้วย องค์ประกอบด้าน ร่างกาย จิตใจ และสังคม ร่วมด้วย

ร่างกาย (Bio) ของบางคนอาจไม่สามารถรับมือกับอาการถอนพิษยาหรืออยากยา หรือหากบางคนที่มีสภาวะโรคทางจิตเวชร่วมกับการใช้สารเสพติด (Psycho) แต่ปมปัญหาทางจิตใจยังไม่ได้รับการคลี่คลาย หรือบางคนยังใช้ชีวิตวนเวียนกับสภาพแวดล้อมแบบเดิมที่ห้อมล้อมไปด้วยผู้ใช้ยาเสพติด (Social) ทั้งหมดเหล่านี้ คือสาเหตุที่แสดงให้เห็นว่าเหตุใดพลังใจอย่างเดียวจึงไม่พอ ดังนั้นการเลิกยาเสพติดจึงต้องการกลไกที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนให้กระบวนการบำบัดและเลิกยาเสพติดเป็นไปได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ

บทความนี้ถอดความจากบทสัมภาษณ์ของ ดร.นพ. กนก อุตวิชัย แต่ไม่ใช่การถอดคำพูดคำต่อคำ เนื่องจากมีการเรียบเรียงใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น คุณสามารถรับชมวิดีโอการสัมภาษณ์นี้ ได้จากช่องทาง Youtube ของเรา

ผู้ก่อตั้ง เดอะวอร์ม รีแฮบ และแพทย์เฉพาะทางด้านการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

การรับรองและพันธมิตร

มาตรฐานที่ไว้วางใจได้

เดอะ วอร์ม รีแฮบ ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและมาตรฐาน SHA Plus พร้อมเป็นพันธมิตรกับ Recovery.com และ Thailand Recovery

ตราสัญลักษณ์กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ตราสัญลักษณ์ SHA Plus จาก Amazing Thailand Safety and Health Administration
พันธมิตร
โทรหาเรา แชทกับเรา